Gallery

The Valar Fic : The Family of Feanturi 1

The Valar Fic : The Family of Feanturi (เจ้าแห่งจิตวิญญาณ)
Pairing : Mandos/Vaire,Lorien/Este,Ulmo/Nienna,Manwe/Varda
Summary: หลังจากเทพวาลาร์ทุกองค์ย้ายมาสร้างนครใหม่นามว่า วาลินอร์ เทพเจ้าหนุ่มสองพี่น้อง นาโม มานดอสและเอียร์โม ลอริเอนตัดสินใจที่จะแยกย้ายกันทำหน้าที่เพื่อดูแลวิญญาณของเหล่าบุตรแห่งอิลูวาทาร์ ท่ามกลางการวิวาทของสองพี่น้อง…นิเอนนา ผู้เป็นภคินีของทั้งสองเทพเจ้าจะทรงโศกาเช่นไร…
Warning : เรื่องนี้เป็นแนวเทพสามพี่น้องรักกันในครอบครัวนะจ้ะ//ไม่วายนะคะ แค่แอบนิดๆจิ้นเอง 555555
บทที่ 1
ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากแสงสว่างเปล่งประกายเจิดจรัสแห่งทวิพฤกษา
เลาเรลินสีทองและเทลเพริออนสีเงิน สถานที่แห่งนี้เป็นปราสาทสีเทาที่มีความกว้างขวางริมมหาสมุทรอันแสนเวิ้งว้าง
ร่างผอมบางในอาภรณ์สีเทาเข้มกำลังคุกชานุ และกุมหัตถ์ภาวนาถึงพระชนกเจ้าอิลูวาตาร์ ผู้ทรงสถิตเหนือสากลโลก…
อาร์ดาแห่งนี้ ไม่น่ากังวล เท่าไหร่ แต่การวิวาทของสองพี่น้อง เชษฐาและอนุชา
ทำให้พระนางนิเอนนาเทวีกังวลพระทัยนัก…
ร่างบอบบางจึงลุกขึ้นจากที่ประทับแล้วทรงดำเนินมาเรื่อยๆจนถึงริมชายฝั่งของทะเล เสียงคลื่นดังซ่าเข้าสู่พระกรรณ ทำให้พระทัยของนิเอนนาผ่อนคลายมากขึ้น จากนั้น คลื่นทะเลนั้นก็ม้วนตัวสูงและปรากฏกายสูงใหญ่ของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม เกศายาวและเคราสีขาวยาวจรดเรียวองค์ นิเอนนาเทวีจึงทรงทำความเคารพต่อเทพเจ้าวาลาแห่งมหาสมุทรนั่นคือ องค์อุลโม
เทพเจ้าหนุ่มทรงย่อวรองค์ให้เล็กเท่ากับวรองค์ของนิเอนนา แล้วดำเนินสู่ชายฝั่ง
“ นิเอนนาเทวี” เทพหนุ่มทรงคำนับตอบกิริยาของนาง “ ไฉน พระนางจึงมาประทับอยู่ตามลำพังโดยไม่มีบริวารตามเสด็จมาด้วย”
“ หม่อมฉันพึงใจอยู่คนเดียวเช่นนี้เพคะ หม่อมฉันเป็นตัวแทนของความโศกเศร้าแห่งอาร์ดา และควรอยู่เพียงลำพัง ไม่นำความเศร้าไปให้ใครเลย”
“ พระนางกังวลหทัย เพราะเมลคอร์ เพราะเขาเท่านั้น ถ้าเขากลับมาคืนดีกับเรา ท่านคงร่าเริงขึ้นจริงไหม”
เทพเจ้าแห่งท้องทะเลถอนพระทัย เพราะทรงเข้าพระทัยดีว่า นิเอนนาทรง “รัก” จอมวาลากบฏผู้นั้นมากที่สุด เช่นเดียวกับองค์มานเว ถึงพระทัยขององค์ราชามานเวจะดีงามเพียงใด แต่ทรงปล่อยให้เมลคอร์เป็นอิสระ ไม่เคยคิดจะทำให้เขาหมดไปจากอาร์ดา เช่นเดียวกับนิเอนนา เมื่อครั้งการสร้างแผ่นดินโลก เทพอุลโมสังเกตว่า นิเอนนามีดวงเนตรเป็นประกายวาววับ และอาลัยต่อการจากไปของเมลคอร์
นิเอนนาเทวีทรงปลดภูษาคลุม พระเกศาสีเทาเจือดำสนิทปลิวสะบัดตามแรงคลื่น
“ หม่อมฉันกังวลเรื่องของเมลคอร์ประการหนึ่ง และอีกหนึ่งคือเชษฐากับอนุชาของหม่อมฉันกำลังวิวาทกัน เรื่องหน้าที่ของพวกเขา”
“องค์นาโมกับองค์เอียร์โมทะเลาะกันเรื่องหน้าที่หรือนิ งั้นข้าต้องไปปรึกษากับองค์มานเวเสียแล้วกระมัง”
องค์เทพเจ้าแห่งมหาสมุทรทรงเผยเรียวหัตถ์กว้างมาเบื้องพระพักตร์ของเทพธิดาแห่งความโศกเศร้าอย่างเป็นสุภาพบุรุษ
“ พระนางจะเสด็จไปกับข้าหรือไม่”
“ หม่อมฉันยินดีไปกับพระองค์เพคะ”
แม้ว่า พระนางจะตอบรับเรียวหัตถ์ขององค์อุลโม แต่พระพักตร์ยังคงแสดงความโศกาอยู่นั่นเอง องค์อุลโมรู้สึกถึงวารีในเรียวพระโอษฐ์กำลังแห้งผาก…
ข้ามีจิตใจที่อยากเคียงข้าง…นิเอนนาเทวี…แต่นางก็ไม่สนองไมตรีของข้ากระมัง…
ข้าต้องการเป็นผู้เช็ดน้ำตาให้นางแท้ๆ แต่นางไม่ต้องการสินะ
^*^*^*^*^*^
ณ พระราชวังแห่งภูผาสีขาวที่สูงที่สุดในโลก
องค์มานเวทรงดำเนินไปมาบนพิ้นศิลาสีขาวกระจ่างใส ขณะที่เทพนาโม ผู้ดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์ของพระองค์ ยังคงจดบันทึกคำพยากรณ์ด้วยพระอาการนิ่งสงบ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีม่วงเข้มและมีภูษาคลุมพระเกศาสีดำสนิท พระองค์เป็นเทพวาลาที่มีพระอุปนิสัยที่เคร่งขรึมยิ่งกว่า วาลาร์ ทุกพระองค์ และพระนามของพระองค์คือ “นาโม” หมายถึง ผู้พิพากษา พระชนกเจ้าประทานอำนาจแห่งการตัดสินชะตาชีวิตแห่งบุตรแห่งพระเป็นเจ้าของพระองค์ในอนาคตอีกไม่ไกล
“ องค์นาโม ได้โปรดเถิด ท่านควรกลับไปคืนดีกับเอียร์โมเสีย”
องค์มหาราชาแห่งคณะเทพวาลาร์แสดงอาการอ้อนวอนต่อพระสหายของพระองค์ หากว่าองค์นาโมก็ยังทรงจดบันทึกคำพยากรณ์ไว้ด้วยพระอาการนิ่งเฉย
“ กระหม่อมหาใช่คนนำเรื่องวิวาทเป็นคนแรก อนุชาของกระหม่อมเป็นคนเริ่มก่อน ถ้าเขาไม่พึงพอใจที่อยู่กับหม่อมฉันแล้ว ก็ให้เขาไปสร้างบ้านใหม่เสียเอง”
“ อนิจจา องค์นาโม เห็นไฉน ท่านจึงเย็นชากับเอียร์โมนัก”
“ หาได้เย็นชาไม่ แต่ว่า เขากับหม่อมฉันไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกัน และนี้ก็เป็นพระประสงค์ของพระชนกเจ้าอีกด้วย พระญาณของพระองค์น่าจะทรงทราบดี”
“ แต่เอียร์โมไม่ได้…เขาไม่ได้ร้ายกาจเหมือนเมลคอร์ ถ้าพูดจากับเขาได้แล้ว เขาไม่โกรธท่านอีกครั้ง เชื่อเราเถอะ นาโม”
องค์เทพหนุ่มเกศาสีดำปิดสมุดบันทึกของพระองค์
“ อย่างไรเสีย หม่อมฉันก็ว่า เราสองคนควรแยกกันจะเหมาะสม”
องค์เทพหนุ่มมานเวทรงเริ่มเวียนเกล้ากับการตัดสินพระทัยของอำมาตย์เอกของพระองค์…มีอนุชาน่ารักอย่างเอียร์โมขนาดนี้ ยังใจร้ายไปได้…ถ้าเขาเกเรเหมือนเมลคอร์ยังจะว่าไปอย่าง…
พระนางวาร์ดาเทวี พระมเหสีของพระองค์ก็ทรงทอภูษาอยู่กับพระนางไวเร พระมเหสีขององค์นาโมภายในห้องโถงแห่งดารา องค์มานเวถอนพระทัยแผ่วเบา
…สตรีทั้งสองพระนางก็ทรงตั้งใจกับงานอาภรณ์มากกว่าจะให้คำปรึกษาได้…ถึงกระนั้น เราก็ควรเรียกเอียร์โมมาปรับความเข้าใจให้รู้เรื่อง…
จากนั้น เทพวาลาร์อีกสองพระองค์ก็ปรากฏกายให้เบื้องหน้าแห่งองค์ราชามานเว
“ องค์อุลโมกับนิเอนนาเทวี”
“ โอ้ มานเว ยินดีที่ได้พบท่าน”
เทพเจ้าแห่งท้องทะเลทักทายพระสหายของพระองค์ด้วยความร่าเริง จึงเสด็จไปรับพระหัตถ์เพื่อเป็นการทักทาย แล้วนิเอนนาเทวีก็ทอดเนตรพระเชษฐาของพระองค์ยืนเบื้องหลังขององค์กษัตริย์วาลาร์ พระนางก็รับสั่งถาม
“เจ้าพี่ มาเข้าเฝ้าองค์ราชาเพียงองค์เดียวหรือ”
“ ธรรมดานั่นแหละ นิเอนนา พี่ก็มาเขียนบันทึกถวายองค์ราชาก่อนที่ท้องพระโรงของพี่จะเสร็จ เจ้าเองก็หนีไปอยู่ริมทะเลตั้งนานเลย”
พระเทวีในอาภรณ์สีเทาพยักเรียวพักตร์รับ
“แล้วน้องเอียร์โมเล่า”
“นิเอนนา อย่าได้กังวลอะไรถึงเขา เขามีความสุขดี เขาจะสร้างบ้านใหม่ของเขาแล้ว”
องค์นาโมทรงตอบอย่างเย็นชานัก ยิ่งทำให้นิเอนนาเทวีถอนพระทัยนัก
“ ตกลงว่า เจ้าพี่จะไม่คืนดีกับเขาง่ายๆหรือไร”
“ เรามาอาศัยในดินแดนแห่งใหม่ อีกประการหนึ่งเอียร์โมยืนยันว่า เขาโตแล้ว เขากับเอสเตจะแยกไปอยู่ต่างหากจากพี่ แล้วจะให้พี่ว่าเช่นไร”
องค์นาโมกอดพระอุระกว้าง พระพักตร์งามคมคายยังเคร่งขรึมเช่นเดิม
เชษฐาพระองค์ใหญ่ผู้ไม่ผ่อนปรนกับสิ่งใด แม้แต่ความรู้สึกของพระน้องทั้งสอง
ทำให้นิเอนนาเทวีทรงนิ่งครู่หนึ่ง “ หม่อมฉันจะไปคุยกับน้องเอียร์โมให้รู้เรื่อง”
องค์มานเวทรงหันมาส่ายพระพักตร์เล็กน้อย “ อย่าเพิ่งเลยเทวี อย่าเพิ่งเลย นิเอนนา
ทรงพักผ่อนและสนทนากับเราก่อนดีกว่า”
แล้วองค์บุพราชแห่งคณะเทพวาลาร์ก็ทรงให้นางกำนัลผู้หนึ่งมารับรองเทพอุลโมและนิเอนนาเทวีด้วยขนมหวานและน้ำอมฤต
องค์เทพผู้เป็นเชษฐาทรงนั่งข้างพระขนิษฐา พร้อมกับแตะเรียวหัตถ์บางแผ่วเบา
“ ถ้าเจ้าจะไปว่ากับน้องชายของเรา ก็ตามใจเถิด เพราะพี่เชื่อว่า เขาฟังเจ้ามากกว่าข้า หนุ่มที่เอาแต่ใจแบบนั้น ข้าไม่อยากคุยด้วยเลยจริงๆ”
“ เพคะ” องค์เทวีเกศาเทาเข้มทรงรับคำของพระเชษฐา
^*^*^*^*^
ฮัดเช้ยยยย!!!
องค์เทพหนุ่มผู้มีพระพักตร์คมหวานทรงจามขึ้น ขณะที่ร่างสูงเพรียวบรรทมบนเตียงหนานุ่มท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากสีสัน จนพระชายาซึ่งบรรทมเคียงข้างยังสะดุ้งตื่น
“ เอียร์โม มีอะไรเกิดขึ้นเพคะ”
“ ต้องมีคนนินทาข้าแน่เลย เอสเตที่รัก ใครกันนะ นินทาเราได้”
เอสเตเทวีทรงสางเกศาสีน้ำตาลอ่อนเจือสีเงินของพระองค์ พลางมองพระสวามี
“ จะมีใครซะอีกนะ นอกจากพระเชษฐานาโม”
“ หึ!” เอียร์โมส่ายพระพักตร์ทันที “ ข้าไม่อยากกลับไปคุยกับตาพี่ที่เย็นชาอย่างเขาอีกแล้ว เอสเตที่รัก เราจะอยู่ในสวนสวรรค์แห่งนี้ด้วยกัน และปล่อยให้ตาพี่ใหญ่อยู่กับบ้านมืดๆของเขาต่อไป”
องค์เอสเตจึงทรงลุกขึ้นจากเตียงบรรทมและคลุมวรองค์ด้วยอาภรณ์สีเทาอ่อน
ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนของพระนางมองไปยังทุ่งดอกไม้งามตระการเบื้องหน้าของพระนางเพื่อให้สบายพระทัย
“ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันอาจจะไปหาวานาเทวี จะปรึกษาเรื่องการสร้างอุทยานเพิ่มเติมเพคะ”
องค์เอียร์โมจึงทรงลุกขึ้นและคลุมพระองค์ด้วยอาภรณ์ทูนิคสีนวล
“ งั้นข้าก็ควรไปด้วย เผื่ออาจทำให้จิตใจของตนเองคลายความวิตกลงบ้าง”
เอสเตเทวีทรงโอบไหล่บอบบางของพระสวามี และทรงใช้หวีสางเกศาสีทองอ่อนให้
“ หม่อมฉันเข้าใจดีกับเรื่องนี้ เอียร์โมอย่าเคืองพระเชษฐาเลยเพคะ ไว้ให้พระทัยสงบแล้ว เราค่อยไปหาเจ้าพี่นาโมอีกครั้งก็ได้นะ”
เมื่อเอสเตเทวีทรงยิ้มอ่อนโยน ทำให้เทพหนุ่มผ่อนคลายมากขึ้น คำปลอบโยนของพระนางทำให้พิโรธขององค์เอียร์โมดำรงไม่นานนัก…
“ตกลงจ้ะ ยอดรัก เราสองคนไปชมสวนดอกไม้ขององค์วานาเทวีกันเถิด”
สองเทพบุตรเทพธิดาจูงพระหัตถ์ของกันและกัน เมื่อแสงสว่างแห่งต้นเลาเรลินสาดส่องต้องทั้งสองพระองค์เป็นประกายสดใสยิ่งนัก…
*^*^*^*^
แล้วเรามาตามกันต่อว่า สองพี่น้องนาโมเอียร์โมจะคืนดียังไง ตอนนี้เชียร์ให้เทพอุลโมจีบนิเอนนาเทวีไปก่อนจ้า กิ้วววววๆๆๆๆ >////<

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s